2007/Aug/16

ดาวพุธ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ตลอดเดือนสิงหาคม 2550 โดยจะผ่านตำแหน่งร่วมทิศแนววงนอก (superior conjunction) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อ้อมไปอยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์ในวันที่ 16 สิงหาคม ทำให้ไม่อาจสังเกตเห็นดาวพุธได้

ดาวศุกร์ (โชติมาตร -4.5) ต้นเดือนสิงหาคมยังคงมีโอกาสมองเห็นดาวศุกร์ได้ในเวลาหัวค่ำบริเวณใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก ดาวศุกร์อยู่ทางซ้ายมือของดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโต แต่หากดูจากแผนที่ดาวที่แสดงขอบเขตของกลุ่มดาวอยู่ด้วยจะพบว่าดาวศุกร์อยู่ในเขตของกลุ่มดาวเซกซ์แทนต์ เมื่อผ่านกลางสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคมไปแล้วดาวศุกร์จะเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนไม่สามารถสังเกตเห็นได้

ดาวศุกร์ผ่านตำแหน่งร่วมทิศแนววงใน (inferior conjunction) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 18 สิงหาคม และจะกลับมาปรากฏบนท้องฟ้ากลางคืนอีกครั้งในราววันที่ 26 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยมองเห็นได้ในเวลาเช้ามืดทางทิศตะวันออกเรียกว่า 'ดาวรุ่ง'หรือ 'ดาวประกายพรึก' ขณะเคลื่อนถอยหลัง (เมื่อมองจากโลก) เข้าสู่กลุ่มดาวปู

ต้นเดือนสิงหาคมและปลายเดือนสิงหาคม หากสังเกตดาวศุกร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์กำลังขยายสูง จะเห็นดาวศุกร์มีลักษณะเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ข้างขึ้นอ่อน ๆ และมีขนาดใหญ่ วันแรกของเดือนซึ่งมองเห็นดาวศุกร์ในเวลาหัวค่ำ ดาวศุกร์มีส่วนสว่างเพียง 9 เปอร์เซ็นต์ ขนาดเชิงมุม 51 พิลิปดา วันสุดท้ายของเดือนซึ่งมองเห็นดาวศุกร์ในเวลาเช้ามืด ดาวศุกร์จะมีส่วนสว่าง 6 เปอร์เซ็นต์ ขนาดเชิงมุม 54 พิลิปดา ทั้งสองช่วงดาวศุกร์อยู่ใกล้ขอบฟ้า

ดาวอังคาร (โชติมาตร +0.4) อยู่ในกลุ่มดาววัวตลอดเดือนสิงหาคมและต่อเนื่องไปถึงเกือบทั้งเดือนกันยายน ดาวอังคารจะผ่านใกล้กระจุกดาวลูกไก่มากที่สุดในเช้ามืดวันที่ 8 สิงหาคม โดยปรากฏอยู่ทางขวามือของกระจุกดาวลูกไก่ด้วยระยะเชิงมุม 5 องศา เดือนนี้ดาวอังคารขึ้นเหนือขอบฟ้าตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืนถึงตี 1 คนในภาคกลางจะเห็นดาวอังคารอยู่สูงเป็นมุมเงย 60-70 องศาในเวลา 5.20 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ท้องฟ้าเริ่มสว่าง

เดือนสิงหาคม 2550 ดาวอังคารสว่างมากขึ้นจากโชติมาตร +0.5 ไปที่ +0.3 ใกล้เคียงกับดาวคาเพลลาในกลุ่มดาวสารถี และเข้าใกล้โลกมากขึ้นจากระยะ 198 ล้านกิโลเมตร ไปที่ 173 ล้านกิโลเมตร ก่อนเช้ามืดวันอังคารที่ 7 สิงหาคม จะเห็นดวงจันทร์เสี้ยวข้างแรมอยู่ใกล้ดาวอังคารและกระจุกดาวลูกไก่ ดวงจันทร์ห่างกระจุกดาวประมาณ 2 องศา และห่างจากดาวอังคารประมาณ 6.5 องศา

ดาวพฤหัสบดี (โชติมาตร -2.3) ปรากฏบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำทางทิศใต้ในเขตของกลุ่มดาวคนแบกงูซึ่งอยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู ดาวพฤหัสบดีเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกเมื่อใกล้เที่ยงคืน ความสว่างของดาวพฤหัสบดีลดลงจากเดือนก่อนเนื่องจากอยู่ห่างจากโลกมากขึ้น ต้นเดือนสิงหาคมดาวพฤหัสบดีตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณตี 2 ปลายเดือนตกลับขอบฟ้าในเวลาเที่ยงคืน ค่ำวันอังคารและวันพุธที่ 21-22 สิงหาคม จะเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีและดาวแอนทาเรสในกลุ่มดาวแมงป่อง

ดาวเสาร์ (โชติมาตร +0.6) อยู่ใกล้ดาวหัวใจสิงห์และดาวศุกร์ จึงมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำ ต้นเดือนสิงหาคมหากท้องฟ้าดีอาจมีโอกาสมองเห็นดาวเสาร์อยู่ทางขวามือของดาวศุกร์ หลังจากนั้นดาวเสาร์จะอ้อมไปด้านหลังดวงอาทิตย์จึงไม่สามารถมองเห็นได้ กลับมาปรากฏบนท้องฟ้าทิศตะวันออกในเวลาเช้ามืดในกลางเดือนกันยายน

ดาวยูเรนัส (โชติมาตร +5.7) และ ดาวเนปจูน (โชติมาตร +7.8) อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำและกลุ่มดาวแพะทะเล ตามลำดับ เดือนนี้ดาวเนปจูนจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ สามารถสังเกตดาวเคราะห์สองดวงนี้ได้ด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ในเวลาประมาณ 23.00 - 3.00 น.ซึ่งเป็นเวลาที่ดาวเคราะห์ทั้งสองอยู่ห่างจากขอบฟ้ามากพอสมควร ช่วงวันที่สังเกตดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนได้ดีที่สุดโดยไม่มีแสงจันทร์รบกวนคือระหว่างวันที่ 9-22 สิงหาคม ส่วนตำแหน่งของดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนรวมทั้งเวลาดวงจันทร์ขึ้น-ตก ดูได้จากวารสาร 'ทางช้างเผือก' ฉบับ พ.ย.-ธ.ค. 2549

ดวงจันทร์ ต้นเดือนสิงหาคมอยู่ในช่วงแรกของข้างแรมจึงมองเห็นดวงจันทร์สว่างเกือบเต็มดวง หากฟ้าเปิดจะเห็นดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าทุกวันในเวลาเช้ามืดตลอดครึ่งแรกของเดือนโดยดวงจันทร์จะสว่างครึ่งดวงในวันที่ 6 สิงหาคม เช้ามืดวันถัดมาคือวันอังคารที่ 7 สิงหาคมจะเห็นดวงจันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้ดาวอังคารและใกล้กระจุกดาวลูกไก่

วันที่ 11 หรือ 12 สิงหาคมน่าจะเป็นวันสุดท้ายที่มีโอกาสเห็นดวงจันทร์ในเวลาเช้ามืดก่อนจะเข้าสู่ตำแหน่งจันทร์ดับในวันที่ 13 สิงหาคม 2550 หลังผ่านใกล้ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์จะปรากฏบนท้องฟ้าอีกครั้งในเวลาหัวค่ำตั้งแต่วันอังคารที่ 14 สิงหาคมโดยเห็นเป็นเสี้ยวบาง ๆ ดวงจันทร์เคลื่อนผ่านใกล้ดาวรวงข้าวในกลุ่มดาวหญิงสาวในค่ำวันที่ 18 สิงหาคม จากนั้นค่ำวันอังคารที่ 21 สิงหาคม ดวงจันทร์จะสว่างครึ่งดวง คืนวันอังคารและพุธที่ 21-22 สิงหาคม จะเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีกับดาวแอนทาเรสในกลุ่มดาวแมงป่อง

เดือนสิงหาคมนี้ดวงจันทร์เพ็ญในคืนวันที่ 28 สิงหาคม เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงมองเห็นได้ในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย มหาสมุทรแปซิฟิก อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ส่วนประเทศไทยจะเห็นในช่วงท้ายของปรากฏการณ์ขณะดวงจันทร์ขึ้นเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก กรุงเทพฯ ไม่เห็นในช่วงบังเต็มดวง แต่ภาคอีสานจะเห็นดวงจันทร์ถูกเงาโลกบังอยู่ทั้งดวงขณะดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าตะวันออก อย่างไรก็ตาม ท้องฟ้าที่สว่างและสภาพบรรยากาศที่ขอบฟ้าอาจทำให้ไม่สามารถมองเห็นดวงจันทร์ในช่วงที่เพิ่งขึ้นเหนือขอบ

.

.

ข้อมูล โดย มาร์ค

2007/Aug/16

Universe เอกภพ

ประวัติการศึกษาการกำเนิดของเอกภพ เริ่มจากไอน์สไตน์ 

เราอาจกล่าวได้ว่าการศึกษาเอกภพปัจจุบันนั้นมีต้นกำเนิดรากฐานมาจาก ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของ ไอน์สไตน์ ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่ทำให้เกิดการศึกษาเกี่ยวกับเอกภพนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ แทนที่จะเป็นเพียงความเชื่อหรือศาสนา ซึ่งก่อนหน้านั้นเรามักจะคิดเพียงว่าเอกภพเป็นสถานที่ให้ดาวและกาแลกซี่อยู่ ไม่ได้เป็นจุดสำคัญของการศึกษาค้นคว้า ในปี 1917 ไอน์สไตน์ได้ใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพในการศึกษาเกี่ยวกับเอกภพ ที่จริงในปี 1917 เป็นเพียงปีเดียวให้หลังจากที่เขาประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขาเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าเขาเริ่มสนใจการศึกษาเอกภพทันที่ที่ทฤษฎีของเขาเสร็จนั่นเอง เขาคงอยากรู้เกี่ยวกับเอกภพอย่างแรงกล้าอยู่แล้วและอาจกล่าวได้ว่า เพราะความอยากรู้เกี่ยวกับเอกภพจึงทำให้เขาสามารถค้นพบและสร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ในตอนแรกๆ ไอน์สไตน์ได้ใช้ทฤษฎีของเขากับโมเดลเอกภพที่หยุดนิ่ง สม่ำเสมอ เหมือนกันทุกทิศทาง ซึ่งก็คือโมเดลของเอกภพปิด สม่ำเสมอและเหมือนกันทุกทิศทาง ซึ่งหมายความว่าถ้าดูในบริเวณแคบๆ ของเอกภพอาจจะมีโลก มีดาวเสาร์ ฯลฯ แต่เมื่อดูในวงกว้างขวางแล้ว ไม่ว่าจะมองไปทิศทางไหน เอกภพจะเหมือนกันทั้งหมด ไม่มีที่ไหนที่จะพิเศษกว่าที่อื่น ปัจจุบันเราเรียกความคิดนี้ว่า กฎของเอกภพ ซึ่งเป็นความคิดพื้นฐานอันหนึ่งในการศึกษาเอกภพในปัจจุบัน แล้วผลของการคำนวณปรากฏออกมาตรงกันข้ามกับที่คาดไว้ ไอน์สไตน์พบว่าตามโมเดลเอกภพที่ปิดนี้ เอกภพจะหดตัว แทนที่จะหยุดนิ่งอย่างที่คิดไว้ ซึ่งที่จริงแล้วนี่เป็นสิ่งที่พอคาดคะเนได้ เพราะทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้น ที่จริงก็คือการขยายทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน ถ้าในเอกภพมีมวลสารอยู่อย่างสม่ำเสมอ มันจะดึงดูดซึ่งกันและกันเข้าหากัน ซึ่งก็คือเอกภพจะหดตัวนั่นเอง

ตามทฤษฎีเอกภพของไอน์สไตน์ เอกภพไม่มีกำเนิด

เอกภพจะหดตัวและสลายไปไม่ได้ เพราะสมัยนั้นเชื่อกันว่า เอกภพเป็นสิ่งที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์และจะยั่งยืนตลอดไปในอนาคต ไอน์สไตน์เองก็เชื่อเช่นนั้น แต่เพื่อแก้ปัญหานี้ ไอน์สไตน์ได้เพิ่มตัวแปรเอกภพเข้าไปในทฤษฎีของเขา โดยหวังว่ามันจะช่วยให้ผลทางทฤษฎีที่ออกมาจะไม่ทำให้เอกภพหดตัว เพราะตัวแปรเอกภพที่จะทำให้เกิดแรงต้านแรงโน้มถ่วงต่อแรงโน้มถ่วงของนิวตันและสมดุลกันไม่ให้เอกภพหดตัว แต่ไอน์สไตน์เพิ่มตัวแปรเอกภพนี้เข้าไปในทฤษฎีโดยที่เป็นเทคนิคทางทฤษฎีเท่านั้น และนี่ก็คือทฤษฎีโมเดลเอกภพหยุดนิ่ง ซึ่งไอน์สไตน์ประกาศในปี 1917 และเป็นทฤษฎีที่เอกภพจะไม่ขยาย จะไม่หด แต่จะคงที่ ตามทฤษฎีเอกภพนี้เอกภพจะมีตั้งแต่ดึกดำบรรพ์และจะยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคิดถึงกำเนิดของเอกภพ นั่นก็คือทฤษฎีอันแรกเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพก็คือทฤษฎีของของไอน์สไตน์ที่ว่าเอกภพไม่มีกำเนิด แต่ในปี 1922 นักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ทฤษฎีชาวรัสเชียชื่อ ฟรีดมานน์ ได้คำนวณเกี่ยวกับเอกภพโดยใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ พบว่าเอกภพจะไม่คงที่ แต่จะต้องขยายหรือไม่ก็หด อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเขาได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพคำนวณเกี่ยวกับเอกภพที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เอกภพที่หยุดนิ่งและในปี 1929 นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ ฮับเบิล ได้สำรวจด้วยกล้องโทรทัศน์ที่หอดาราศาสตร์วิลสันแห่งแคลิฟอร์เนียพบว่า เอกภพนั้นกำลังขยายตัวไม่ได้หยุดนิ่ง

ทำไมกำเนิดของเอกภพจึงเป็น BIG BANG (การระเบิดใหญ่)

ถ้าเอกภพกำลังขยายตัวก็แสดงว่าถ้าเราย้อนเวลากลับไปในอดีต เอกภพก็ต้องมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งย้อนเวลามากก็ยิ่งเล็กลง แล้วเมื่อเล็กลงอย่างที่สุดจะเกิดอะไรขึ้น เอกภพจะลดลงจนสลายไปหรือหวังว่าจะมีจุดหนึ่งที่เอกภพกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดจะเห็นว่าเราจะต้องเกี่ยวข้องกับการเริ่มของเอกภพทั้งนั้น ผู้แรกที่เริ่มศึกษาปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังคือนักฟิสิกส์ซึ่งเกิดที่รัสเซียชื่อ กามอฟ แต่ภายหลังอพยพไปอยู่อเมริกาในช่วงปี 1948 ที่จริงกามอฟไม่ได้ตั้งใจที่จะคิดค้นเกี่ยวกับการเริ่มของเอกภพตั้งแต่ตอนแรก แต่ระหว่างที่เขากำลังคิดค้นเกี่ยวกับการเกิดของธาตุ เขาก็ได้บรรลุถึงข้อสรุปว่า เอกภพจะต้องเกิดขึ้นด้วย BIG BANG

สมมติฐานเอกภพบิกแบงของกามอฟ

ตามทฤษฎีเอกภพของฟรีดมานน์ ซึ่งได้มาจากการประยุกต์ทฤษฎีสัมพัทธภาพจะบอกได้ว่า เอกภพมีจุดเริ่ม ซึ่งก็คือเงื่อนไขเบื้องต้นถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพจะบอกไม่ได้ว่าเงื่อนไขข้างต้นนี้มาจากไหน แต่มันก็บอกให้เรารู้ว่า เอกภพเริ่มกำเนิดโดยมีเงื่อนไขเบื้องต้น แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ไม่ได้บอกเราว่าเอกภพตอนเริ่มกำเนิดนั้นร้อนหรือเย็น แล้วทำไมกามอฟถึงคิดว่าเอกภพกำเนิดด้วยความร้อนสูง แต่เพื่อที่จะเข้าใจตรงนี้ก็ลองมาคิดกลับดูว่าทำไมเอกภพที่เย็นจึงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้โลกจะมีธาตุมากมายหลายชนิด เมื่อดูทั้งเอกภพจะเห็นว่าเกือบทั้งหมดเป็นธาตุไฮโดรเจน เพราะว่าไฮโดรเจนประกอบขึ้นจากโปรตอนและอิเลคตรอน เราก็จะบอกได้ว่าตอนที่เอกภพกำเนิดและมีขนาดเล็กมาก อิเลคตรอนจะรวมเข้าไปในโปรตอนกลายเป็นนิวตรอน นั่นก็คือเอกภพที่เย็น ในช่วงแรกจะเต็มไปด้วยนิวตรอนและเมื่อเอกภพขยายตัวขึ้น นิวตรอนจะสลายตัวแบบเบต้า กลายเป็นโปรตอนและอิเลคตรอน โปรตอนนั้นจะทำปฏิกิริยารวมตัวกับนิวตรอนกลายเป็นตัว ทีเรียม (ไฮโดรเจนหนัก) และดิวทีเรียมจะรวมตัวกับนิวตรอนเป็น ไตรเทียม ซึ่งจะสลายตัวแบบเบตา กลายเป็นฮีเลียม 3 และเมื่อนิวตรอนอีกตัวรวมกับฮีเลียม 3 ก็จะได้อะตอมฮีเลียม และปฏิกิริยานิวเคลียร์ก็จะเกิดต่อกันไป ธาตุหนักต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นในเอกภพต่อๆ กันไปเช่นกัน แต่ในความเป็นจริงนั้นในเอกภพมีไฮโดรเจน 75% ฮีเลียม 24% และอีก 1% เป็นธาตุอื่นๆ นั่นก็คือเกือบทั้งหมดเป็นธาตุเบาสองธาตุ คือ ไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งขัดกับสมมติฐานของเอกภพเย็นข้างต้น เพราะฉะนั้นกามอฟจึงคิดว่าเพื่อให้ขั้นตอนการเกิดธาตุหนักไม่ติดต่อกันไป จะต้องคิดว่าเอกภพเมื่อกำเนิดนั้นมีอุณหภูมิสูงมาก ถ้าเอกภพร้อนถึงจะเกิดปฏิกิริยารวมตัวกัน แต่เพราะร้อนกันออกอีกและก็อธิบายได้ว่าทำไมธาตุหนักจึงหยุดแค่ฮีเลียมเท่านั้น และนี่ก็คือที่มาของความคิดสมมติฐานเอกภพบิกแบงของกามอฟ โดยที่ขอเน้นว่ากามอฟไม่ได้บอกว่าบิกแบงเป็นต้นเหตุของการขยายตัวของเอกภพเลย เพียงแต่บอกว่าเพื่อที่จะอธิบายกำเนิดและปริมาณธาตุในเอกภพ เอกภพจะต้องเกิดด้วยบิกแบงเท่านั้น

เอกภพบิกแบงได้กลายเป็นโมเดลมาตรฐานของเอกภพ

เมื่อกามอฟประกาศทฤษฎีอันนี้ เขาได้พยากรณ์สิ่งที่น่าสนใจไว้สิ่งหนึ่งซึ่งบอกว่าถ้าเอกภพเกิดขึ้นจากบิกแบงที่ร้อนมากๆ จะต้องมีร่องรอยของมันเหลือปรากฏอยู่ในเอกภพปัจจุบัน ร่องรอยที่ว่านั้นคืออะไร ถ้าเอกภพเย็นลงเมื่อขยายตัว แสดงว่าแสงที่อยู่ในเอกภพตอนบิกแบงนั้นก็ต้องเหลืออยู่ในเอกภพปัจจุบันด้วย โดยที่แสงนั้นเมื่อเย็นลงความยาวคลื่นจะยาวขึ้น และกามอฟคำนวณว่าแสงที่อยู่ในเอภพบิกแบงนั้นปัจจุบันจะมีความยาวคลื่นในเขตไมโครเวฟซึ่งเทียบกับอุณหภูมิได้ 7 องศาสมบูรณ์ (เคลวิน) แต่ในช่วงนั้นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพมีไม่มาก และทฤษฎีการทำนายของกามอฟนี้แทบไม่ได้รับความสนใจเท่าไรเลย แต่เมื่อปี 1964 นักวิจัยชาวอเมริกัน 2 คน ชื่อ เพนเซียสและวินสัน ได้ค้นพบโดยบังเอิญว่าเอกภพนี้เต็มไปด้วยคลื่นไมโครเวฟขนาด 3 เคลวิน ซึ่งอยู่ทุกหนแห่งและทุกทิศทางอย่างสม่ำเสมอ และนี่ก็คือร่องรอยของบิกแบงตามที่กามอฟได้พยากรณ์ไว้นั่นเอง และในที่สุดเอกภพบิกแบงก็ได้เป็นที่ยอมรับกันและโมเดลนี้ก็ได้เป็นโมเดลมาตรฐานในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเอกภพในเวลาต่อมา โมเดลอื่นๆ เช่น เอกภพที่ไม่มีจุดกำเนิดของไอน์สไตน์เป็นอันต้องตกกระป๋องไป

แล้วเราจะเริ่มเกี่ยวกับการเริ่มของเอกภพอย่างไร

จนถึงจุดนี้ว่าไปแล้วก็เป็นเพียงครึ่งแรกเกี่ยวกับปัญหากำเนิดของเอกภพ จากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ การพบว่าเอกภพขยายตัวของฮับเบิ้ลและการค้นพบแสงร่องรอยของบิกแบง ตามคำพยากรณ์ของกามอฟ ซึ่งก็คือ 1 ทฤษฎี กับ 2 การค้นพบทำให้เรารู้ว่าเอกภพนั้นมีจุดเริ่มนั่นเอง แต่นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพเริ่มมาอย่างไร เพราะอะไร ฯลฯ ยังมีปัญหาอย่างมากมายที่ต้องทำให้กระจ่าง โมเดลเอกภพที่สั่นนี้เราอาจจะชอบเพราะมันให้ความรู้สึกว่าเอกภพนั้นจะยั่งยืนอยู่ตลอดไป แต่ ฮอว์คิงและเพนโรส ได้พิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมาว่าโมเดลนี้ไม่มีทางเป็นไปได้

พระเจ้าเท่านั้นหรือที่รู้ว่าเอกภพมีกำเนิดอย่างไร

ฮอร์คิงและเพนโรสได้พิสูจน์ว่า ตราบใดที่คำนวณตามทฤษฎีสัมพัทธภาพตอนที่เอกภพกำเนิดนั้นอุณหภูมิและความหนาแน่นของเอกภพจะเป็นอนันต์ทั้งคู่ เพราะตามทฤษฎีจะมีจุดซิงกูลาริตีขึ้นมา ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถคำนวณอย่างต่อเนื่องได้ว่าก่อนหน้านั้นเป็นมาอย่างไร เราจะรู้ได้ก็เฉพาะหลังจากนั้นเท่านั้น และเพราะโมเดลเอกภพที่สั่นก็มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ เพราะฉะนั้นจะมีปัญหาของจุดซิงกูลาริตีติดอยู่เช่นกัน จากการพิสูจน์นี้ทำใหเทฤษฎีเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพต้องชนกำแพงอีกครั้ง ตราบใดที่มีจุดซิงกูลาริตีเป็นกำแพงกั้นอยู่ ก็จะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไร แม้แต่ไอน์สไตน์ก็ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับเกี่ยวกับจุดนี้ไว้ตอนปลายชีวิตว่า สิ่งที่ผมสนใจมากคืออยากรู้ว่าพระเจ้ามีโอกาสที่จะเลือกในการสร้างเอกภพหรือไม่ (What really interest me is whether God had any choice in the creations of the world) ถ้าเอกภพเกิดด้วยบิกแบงซึ่งร้อนมากแล้วเวลาที่ย้อนไปก่อนหน้านั้นเอกภพจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดตรงไปตรงมาจะเห็นว่าความหนาแน่นของเอกภพจะต้องเป็นอนันต์ ซึ่งทฤษฎีทางฟิสิกส์ต่างๆ จะใช้การไม่ได้ จริงหรือที่จะเป็นอนันต์ ตราบใดที่เราตอบปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ก็แสดงว่าเรายังไม่รู้เกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพอย่างแท้จริง

เอกภพจะเปลี่ยนไปมาระหว่างขยายตัว และ หดตัว อย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

เพื่อที่จะตอบปัญหานี้ ได้มีการเสนอทฤษฎีของเอกภพที่สั่น ถ้าเอกภพซึ่งกำลังขยายตัวของเราเป็นเอกภพปิด เป็นไปได้ที่ถึงจุดหนึ่งมันจะเริ่มหดตัว นั่นก็คือถ้าในเอกภพมีมวลสารซึ่งเป็นต้นกำเนิดแรงโน้มถ่วงมาก แรงโน้มถ่วงของสารจะเบรกแรงขยายตัว และดึงให้เอกภพหดตัวในที่สุด และปัจจุบันการค้นพบแหล่งมวลสาร เช่น หลุมดำ นิวตริโน นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปได้ที่เอกภพปิดจะเป็นจริง เอกภพที่หดตัวนี้ในที่สุดจะหดตัวจนเล็กมาก แต่ก็จะระเบิดบิกแบงอีก และปรากฏการณ์เดียวกันก็จะเริ่มอีกรอบ นั่นคือเอกภพจะเริ่มขยายตัวใหม่ และการขยายและหดตัวนี้จะต่อเนื่องกันไปไม่สิ้นสุด นี่ก็คือโมเดลของ เอกภพสั่น และเอกภพในปัจจุบันของเรากำลังอยู่ในช่วงขยายตัว

วิทยาศาสตร์ได้ได้ก้าวเข้าสู่อาณาเขตของพระเจ้า

ถ้าอาณาเขตของพระเจ้ามีจริง เราก็คงไม่ควรจะไปก้าวก่าย แต่ในกรณีนั้นเพียงแต่หมายความว่ามนุษย์เรายังรู้ไม่ถึงเท่านั้น แต่ถ้าเราสามารถมองหาวิธีได้ วิทยาศาสตร์ย่อมเข้าไปได้ทุกหนทุกแห่ง ในทศวรรษ 1980 นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มค้นพบเส้นทางที่จะเข้าไปสู่อาณาเขตของพระเจ้านี้แล้ว ด้วยทฤษฎีที่เกี่ยวกับอนุภาคพื้นฐาน ซึ่งกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และจากนี้ก็จะเป็นครึ่งหลังของการค้นคว้าเกี่ยวกับ กำเนิด ของเอกภพ ทำไมทฤษฎีของอนุภาคพื้นฐานจึงมาเกี่ยวกับ กำเนิด ของเอกภพได้ เมื่อลองพิจารณาเหตุต่อไปนี้จะบรรลุได้ ตอนที่เอกภพกำเนิด มันจะมีความหนาแน่นสูงและอุณหภูมิที่สูงมาก ในสภาพเช่นนั้นสสารจะมีสภาพเช่นไร จะรู้ได้โดยยกอุณหภูมิของสสารให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าขั้นแรกจะแยกออกเป็นอะตอม เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน เป็นต้น และเมื่ออุณหภูมิยิ่งสูงขึ้นอิเล็กตรอนจะหนีออกจากอะตอม นิวเคลียสกับอิเล็กตรอนจะแยกกันอยู่ในสภาพพลาสมา เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอีกนิวเคลียสจะแยกออกเป็นนิวตรอน และโปรตอนและเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 10 (ยกกำลัง 12) องศา (1 ล้านล้านองศา) อนุภาคเหล่านี้จะแยกตัวออกเป็นอนุภาค ควาร์ก อนุภาคควาร์กเป็นอนุภาคพื้นฐานยิ่งกว่าโปรตอนและนิวตรอน นั่นก็คือการที่จะศึกษาสภาพตอนที่เอกภพกำเนิด ซึ่งมีอุณหภูมิและความหนาแน่นสูงมากนั้น เราจำเป็นต้องรู้และใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาคพื้นฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการค้นคว้าเกี่ยวกับอนุภาคพื้นฐานนั้นได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการเปิดยุคใหม่แห่งการค้นคว้าเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพด้วยนั่นเอง
ตามทฤษฎีของอนุภาคพื้นฐาน เอกภพและสสารในเอกภพของเราจะอยู่ภายใต้กฎของแรง 4 ชนิด ส่วนเหตุผลที่ใช้ทฤษฎีของอนุภาคพื้นฐานในการคิดเกี่ยวกับแรงก็เพราะสามารถคิดได้ว่าแรงนั้นก็คือการแลกเปลี่ยนอนุภาคสมมติระหว่างอนุภาคนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การที่แม่เหล็กมีแรงต่อกันก็เพราะสารแม่เหล็กนั้นแลกอนุภาคโฟตอน (แสง)ระหว่างกันนั่นเอง และการที่โลกกับดวงจันทร์ดึงดูดกันก็เพราะมีการและเปลี่ยนอนุภาค กราวิตอน (อนุภาคแรงโน้มถ่วง) ระหว่างกันนั่นเอง แรง 4 ชนิดที่ว่าก็คือ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์แบบแข็ง และแรงนิวเคลียร์แบบอ่อน เราอาจจะคิดว่ายังมีแรงอื่นๆ อีก เช่นแรงเสียดทาน แต่แรงอื่นนั้นจะสามารถอธิบายได้ว่ามีกำเนิดมาจากแรง 4 ชนิดนี้เท่านั้น ทำไมถึงมีแรง 4 ชนิด ก็เพราะว่าจากการที่ฟิสิกส์ได้พัฒนารวบรวมแรงตามธรรมชาติมาเป็นลำดับก็ปรากฏว่าเหลืออยู่เพียง 4 แรงเท่านั้นที่ไม่สามารถรวมกันได้อีกแต่เป็นอิสระต่อกัน นิวตันได้แสดงให้เห็นว่าแรงระหว่างดาวบนท้องฟ้ากับแรงที่ดึงลูกแอปเปิลให้ตกลงสู่พื้นดินนั้นเป็นแรงเดียวกัน คือแรงโน้มถ่วง ส่วน แมกซ์เวลนั้นได้รวมแรงไฟฟ้าและแรงแม่เหล็ก เข้าอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน คือ กฎของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า

แรงทั้ง 4 ชนิดนั้น ตอนแรกเป็นแรงชนิดเดียวกัน

ถึงแรงทั้ง 4 ชนิดนี้แยกกันเป็นอิสระก็จริง แต่ประวัติของฟิสิกส์นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นประวัติของการรวมแรงต่างชนิดให้อยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน ในอนาคตเราอาจรวมแรงเข้าด้วยกันจนเหลือ 3 ชนิด 2 ชนิด หรือในที่สุดเป็นแค่ชนิดเดียวก็ได้ ที่จริงความสำเร็จนี้ก็ไปถึงขั้นหนึ่งแล้ว ทฤษฎีเอกภาพของ ไอน์เบิร์กและซาลัม นั้น รวมแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนเข้าด้วยกัน ความถูกต้องของทฤษฎีนี้ ได้รับการพิสูจน์ด้วยการทดลองแล้ว และทั้งสองก็ได้รับรางวัลโนเบลแล้วด้วย เพราะฉะนั้นจึงเสนอทฤษฎีที่จะคิดว่าแรงที่เหลือก็น่าจะรวมเข้าได้อีก ซึ่งปัจจุบันกำลังคิดคำนวณกันอย่างขะมักเขม้น ซึ่งบางทีเราอาจจะได้ข่าวตามหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับทฤษฎีเอกภาพที่ยิ่งใหญ่ ( Grand Unitied Theory, GUT ) ซึ่งเป็นการรวมแรง 3 แรง หรือทฤษฎีเอกภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งพยายามที่จะรวมแรงทั้ง 4 เข้ด้วยกัน ตามแนวคิดนี้จะบอกได้ว่าตอนที่เอกภพกำเนิดนั้นแรงทั้ง 4 ชนิดนี้เป็นแรงชนิดเดียวกัน แต่เมื่อเอกภพวิวัฒนาการขึ้น แรงทั้ง 4 ได้แยกตัวออกจากกัน จนในที่สุดเป็นเหมือนต่างชนิดกันดังที่เห็นในปัจจุบัน 

ปรากฏการณ์แปลกที่เกิดตอนเอกภพกำเนิด

และเมื่อการค้นคว้าเกี่ยวกับการรวมแรงได้พัฒนาไปอีก เราก็รู้กันว่าตอนที่เอกภพกำเนิดนั้นไม่เพียงแต่ได้แยกตัวกันออกไปเท่านั้นแต่เอกภพจะเกิดการขยายใหญ่หรือ อินเฟลชัน ขึ้นด้วย นี่คือความรู้ใหม่ที่เราได้เกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพจากการใช้ทฤษฎีของเอกภพของแรง
เมื่อเอกภพกำเนิดหลังจากที่แรงโน้มถ่วงได้แยกตัวออกจาก แรงชนิดเดียว เมื่อเวลา 10 (ยกกำลัง 36) วินาทีได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะทำให้แรงนิวเคลียร์แบบแข็งแยกตัวออกมาอีก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียง 10 (ยกกำลัง 34) วินาที ขนาดของเอกภพได้ขยายตัวใหญ่ออกถึง 100 หลัก ขอให้ระวังว่า 100 หลัก ไม่ใช่ 100 เท่า

1
ล้าน ยังเป็นแค่ 6 หลัก 1 ล้าน ล้านก็แค่ 12 หลัก เพราะฉะนั้น 100 หลักใหญ่มหาศาลขนาดไหนคงพอจะได้ความรู้สึก และเราคงพอจะคาดเดาได้เองว่าถ้าปรากฏการณ์เหลือเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้นมันย่อมมีผลต่อการเกิดปรากฏการณ์อื่นที่เหลือเชื่อต่อไปอีกด้วย

เกิดรูหนอน ( WORM HOLE ) ขึ้นในเอกภพอินเฟลชัน

ได้กล่าวมาแล้วว่าการขยายใหญ่ (อินเฟลชัน) ในช่วงที่เอกภพเปลี่ยนสถานะ แต่การเปลี่ยนสถานะคืออะไร เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับคำนี้ แต่ที่จริงไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกเท่าไร ยกเว้นตัวอย่างเช่นการที่น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ำก็คือการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวไปสู่ก๊าช และน้ำแข็งก็คือการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวไปสู่ของแข็ง ปรากฏการณ์คล้ายกันนี้ได้เกิดขึ้นกับเอกภพนั่นเอง แล้วตอนที่เอกภพเปลี่ยนสถานะน่าจะเกิดอะไรขึ้นลองวาดภาพเปรียบเทียบกับกรณีที่น้ำเดือดกลายเป็นไอดูก็แล้วกัน จะเห็นว่ามีฟองเกิดขึ้นที่โน่นที่นี่ นั่นก็คือเอกภพ (อวกาศ) นั้นถูกทำให้โค้งอย่างรุนแรงไปทั่วทุกหนแห่ง
ทฤษฎีที่จะใช้กับเอกภพที่โค้งเช่นนี้ก็คือทฤษฎีสัมพัทธภาพ เมื่อใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพคำนวณศึกษาดูพบว่าจะเกิดรูหนอนขึ้นระหว่างฟองอวกาศเหล่านั้น ทำไมถึงเกิดขึ้น ก็เพราะขณะที่ฟองขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้นช่องว่างระหว่างฟองอากาศจะถูกดันอัดด้วยผนังของฟองให้เล็กลงจนถึงที่สุด ซึ่งตามทฤษฎีสัมพัทธภาพนั้นอวกาศที่ถูกอัดให้เล็กที่สุดนั้นจะกลายเป็น รูหนอน (ซึ่งเมื่อมองจากข้างนอกจะเหมือนกับหลุมดำ) และอย่าลืมว่าอวกาศที่เปลี่ยนสถานะนี้กำลังเกิดอินเฟลชันอยู่ ซึ่งจะต้องมีพลังมหาศาล และเมื่อเกิดเป็นรูหนอนพลังงานอันมหาศาลในตัวมันจะผันแปรไปอย่างไร

เกิดอวกาศลูกจากอวกาศแม่ 

เมื่อครู่ที่ได้บอกว่ารูหนอนเกิดขึ้นในอวกาศที่ถูกอัดระหว่างฟองอากาศ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้นต้องบอกว่าได้เกิดขอบฟ้าของเหตุการณ์ขึ้น เมื่อมองจากอวกาศด้านที่เกิดอินเฟลชันก็จะเห็นเป็นรูหนอนนั้นเอง ถ้าเช่นนั้นมาลองคิดกันดูว่าด้านในของขอบฟ้าของเหตุการณ์เป็นอย่างไร เราจะพบกับความจริงที่คาดไม่ถึงเมื่อเข้าไปข้างใน แต่ถ้าข้างในรูหลุมร้อนจริงจะกลับออกมาไม่ได้ (แต่ทางทฤษฎีเราย่อมคิดได้เสมอ)
ทางเข้าจะแคบมากเพราะถูกอัดด้วยฟองอากาศรอบข้าง แต่เมื่อผ่านทางเข้าไปสู่ข้างในมันจะกลายเป็นที่กว้างใหญ่ แม้จะถูกอัดด้วยพลังที่สูงมาก แต่เนื่องจากอวกาศส่วนที่เกิดขอบฟ้าของเหตุการณ์นั้นก็มีพลังสูงมาก อวกาศส่วนที่อยู่ข้างในของขอบฟ้าของเหตุการณ์ก็จะเกิด การขยายตัวใหญ่ (อินเฟลชัน) เช่นกัน จึงเกิดเป็นอวกาศที่ใหญ่ไพศาลขึ้น

อาจคิดได้ว่ารูหนอนเป็นอุโมงค์ที่ต่อเชื่อมระหว่างจุดสองจุดในเอกภพหรือเชื่อมระหว่างอวกาศหนึ่งกับอีกอวกาศหนึ่ง แต่ที่บอกว่าเชื่อมนั้นจะต่างจากความหมายทั่วไป เพราะระหว่างนั้นจะถูกกั้นด้วยขอบฟ้าของเหตุการณ์ ทั้งสองส่วนจะไม่เกี่ยวข้องกันได้เลย นั่นก็คืออวกาศอีกอันที่อยู่ฟากโน้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับอวกาศฟากนี้ของเราได้เลย นั่นก็คือเราอาจสรุปง่ายๆ ได้ว่าถ้าเราให้อวกาศที่เกิดการเปลี่ยนสถานะเป็น อวกาศแม่ (Mother Universe) อวกาศใหม่ที่เกิดนี้จะเรียกว่าเป็นอวกาศลูก (Child Universe)

เกิดเอกภพใหม่จากเอกภพเดิมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นั่นก็คือเราได้พบว่าเอกภพสามารถสร้างเอกภพใหม่ขึ้นจากตัวเองได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และที่น่าตื่นเต้นก็คือเอกภพลูกที่เกิดขึ้นก็จะสามารถให้กำเนิดเอกภพลูกใหม่ (ซึ่งมองจากเอกภพแม่เดิมก็จะเป็นเอกภพหลาน) ได้และเอกภพหลานก็สามารถให้กำเนิดเอกภพเหลนต่อไปอีกได้ และย่อมเป็นไปได้ที่ว่าในเอกภพใดเอกภพหนึ่งเหล่านี้จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นแล้ววิวัฒนาการจนมีปัญญาอันสูงส่ง และกำลังคิดเกี่ยวกับกำเนิดของเอกภพเช่นที่เรากำลังทำกันอยู่ก็ได้
แต่อย่างที่ได้บอกเมื่อครู่แล้วว่า ถึงจะมีเอกภพเช่นนั้นจริง เอกภพนั้นจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเอกภพเราเลย ฮอว์คิงเคยได้เสนอทฤษฎีการระเหยของหลุมดำเล็ก (mini black hole) ไว้ ซึ่งเมื่อใช้ทฤษฎีนี้กับรูหนอน รูหนอนนี้ก็จะระเหยได้เช่นกัน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเอกภพแม่และเอกภพลูกก็จะหายไปหมด

ถ้าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน คิดไปก็อาจจะไม่มีประโยชน์ แต่เพราะเรารู้เสียแล้วว่ามันมี เราย่อมต้องค้นคว้าในรายละเอียดต่อไป

เอกภพแรกสุดเกิดมาจากศูนย์

จากการที่รู้ว่าเอกภพสามารถให้กำเนิดเอกภพใหม่ได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยว กำเนิด ของเอกภพของเราก้าวหน้าขึ้นขึ้นไปอย่างมาก แต่ถ้าคิดให้ดีก็จะเห็นว่าในคำอธิบายข้างต้นไม่ได้บอกว่าเอกภพแม่แรกสุดมาจากไหน บอกแต่ว่าเอกภพแม่นี้ให้กำเนิดเอกภพลูก หลาน
เพื่อที่จะเข้าใจถึงกำเนิดของเอกภพอย่างถ่องแท้ เราจะต้องสามารถเข้าใจและอธิบายได้ว่าเอกภพแม่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทฤษฎีล่าสุดยังอธิบายจุดนี้ไม่ได้เช่นนั้นหรือ ปัจจุบันนักทฤษฎีระดับโลก เช่น ฮอว์คิง และวิเลนเคนกำลังศึกษาเพื่อหาคำตอบต่อปัญหานี้อยู่ และคนทั่วโลกให้ความสนใจกับฮอว์คิงขณะนี้ก็เพราะต้องการรู้คำตอบเร็วๆ นั่นเอง

ในการศึกษาของฮอว์คิงนั้น เขาได้ใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงกับฟังก์ชันคลื่น (wave function) ของอวกาศซึ่งเข้าใจยากมากสำหรับคนธรรมดา เพราะฉะนั้นในที่นี้จะอธิบายถึงแนวทางการศึกษาของวิเลนเคนซึ่งเข้าใจได้ค่อนข้างง่ายกว่า ที่จริงความคิดของสองคนแทบจะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจความคิดของวิเลนเคนได้ก็แสดงว่าก็เข้าใจความคิดของฮอว์คิงแล้วเช่นกัน วิเลนเคนได้ใช้ทฤษฎี ลอดอุโมงค์ ของอนุภาคพื้นฐานอธิบายว่าเอกภพแรกสุดเกิดมาจากศูนย์

เอกภพแรกสุดเกิดมาจากปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์

ก่อนที่จะอธิบายทฤษฎีของวิเลนเคน ขอเน้นทฤษฎีที่บอกว่าเอกภพแรกเกิดมาจากศูนย์ นั่นเป็นทฤษฎีที่จะสามารถอธิบาย กำเนิดของเอกภพได้สมบูรณ์ที่สุด เพราะในแง่ของปรัชญาศาสตร์แล้วถ้าเอกภพแรกไม่ได้เกิดมาจากศูนย์ ก็จะมีคำถามต่อได้ว่า แล้วก่อนหน้านั้นมันมีอะไร ซึ่งจะถามไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง
แล้วปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์ของวิเลนเคนคืออะไร เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับคำๆ นี้ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับในระดับอนุภาคพื้นฐานนั้นปรากฏการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สุดอย่างหนึ่ง

เราจะเข้าใจปรากฏการณ์นี้ได้ดังนี้
สมมติมีลูกบอลวางอยู่ตรงหุบเขาระหว่างยอดเขาสองลูก ตามปกติจะให้ลูกบอลออกจากหุบเขานี้ได้จะต้องโยนหรือยกลูกบอลข้ามยอดเขาถึงจะทำได้ แต่ปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์ บอกเราว่าลูกบอลสามารถ ลอด (อุโมงค์) ใต้ยอดเขาออกมาข้างนอกได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานเลยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นประจำกับอนุภาคพื้นฐานต่างๆ แม้แต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นาฬิกาควอตซ์ ทรานซิสเตอร์ ฯลฯ ซึ่งก็คือการประยุกต์ใช้ปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์ของอิเล็กตรอนให้เป็นประโยชน์นั่นเอง วิเลนเคนบอกว่า เอกภพเริ่มเกิดด้วยปรากฏการณ์นี้เช่นกัน นั่นก็คือเอกภพแม่แรกสุดเกิดมาจากศูนย์ ด้วยปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์

มี เกิดจาก ศูนย์ ได้อย่างไร

ตามทฤษฎีขนาดของเอกภพตอนแรกที่เกิดจากศูนย์ด้วยปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์นั้นมีขนาดประมาณ 10 (ยกกำลัง 32) เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กยิ่งกว่าอนุภาคพื้นฐานมากมาย วิเลนเคนบอกว่าในโลกระดับเล็กขนาดนั้นไม่แปลกเลยที่จะเกิดปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์ แต่ก็ยังคงเป็นที่น่าสงสัยอยู่ดีว่าการที่เอกภพเกิดจากศูนย์นั้นเป็นไปได้อย่างไร ตามคำอธิบายข้างต้นของปรากฏการณ์ลอดอุโมงค์จะเห็นว่าก่อนลอดนั้นมีลูกบอลอยู่ที่หุบเขาอยู่แล้วจะบอกว่าสภาพเป็นศูนย์ได้อย่างไร เพื่อที่จะเข้าใจจุดนี้เราต้องเข้าใจคำว่าศูนย์ ของวิเลนเคนให้ดี

ศูนย์ ตามทฤษฎีของวิเลนเคน

ศูนย์ ที่วิเลนเคนบอกก็คือไม่มีเอกภพ นั่นก็คือไม่มีทั้งเวลา (กาล) และอวกาศ แต่ถึงจะไม่มีทั้งกาลและอวกาศก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอะไรเลย นี่เป็นจุดที่เข้าใจยากจุดหนึ่ง ก็เพราะว่าปกติเราจะไม่เรียกสภาพที่ไม่มีอะไรว่าศูนย์ แต่ทางทฤษฎีของอนุภาคพื้นฐานจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ตัวอย่างต่อไปนี้อาจช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น
ที่ศูนย์วิจัย Fermi ของ อเมริกาและ CERN ของยุโรป (ที่สวิส) จะมีเครื่องเร่งอนุภาคที่ใช้ในการทดลองเกี่ยวกับอนุภาคพื้นฐาน สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยทำกันอยู่คือการรวมพลังงานขนาดมหึมาเข้าสู่จุดหนึ่งในอวกาศ (สุญญากาศ) ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือจะเกิดอนุภาคขึ้นในอวกาศที่แต่เดิมไม่มีอะไรเลย อนุภาคเหล่านี้ก็คือโปรตอนและแอนติโปรตอน อิเล็กตรอนและแอนติอิเล็กตรอน

ทำไมถึงเกิดขึ้นได้ ก็เพราะอวกาศที่เราคิดว่าไม่มีอะไรเลยนั้นเมื่อมองในระดับที่เล็กมากๆ และในเวลาที่สั้นมากๆ จะมีการเกิดและสลายตัวของอนุภาคอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรารวมพลังขนาดสูงเข้าที่จุดในอวกาศ อนุภาคที่เกิดขึ้นที่นั่นจะปรากฏตัวออกมาให้เห็นได้

นั่นก็คือ ถึงจะมองไม่เห็น แต่ในสุญญากาศนั้นจะไม่ใช่อวกาศที่ไม่มีอะไรแต่จะมีการเกิดและสลายตัวของอนุภาคอยู่ตลอดเวลา

เอกภพเกิดขึ้นจากสภาพ ศูนย์ หรือเอกภพสมมติ

วิเลนเคนบอกว่าการเกิดของเอกภพก็สามารถคิดได้ในทำนองเดียวกัน นั่นก็คือสภาพศูนย์นั้นมีเอกภพสมมติอยู่ระหว่างยอดเขาสองลูกในหุบเขา (ซึ่งนักฟิสิกส์เรียกสภาพนี้ว่า Super space) ในสภาพนี้จะการเกิดและสลายตัวของเอกภพอยู่ตลอดเวลา เกิดแล้วก็สลาย สลายแล้วก็เกิด จะเปลี่ยนแปลงไปมาตามกฎของความไม่แน่นอน ซึ่งทางฟิสิกส์จะเรียกสภาพนี้ว่าไม่มีสถานะที่เสถียร และวิเลนเคนนิยามว่านี่คือสภาพศูนย์นั่นเอง และเอกภพของเรานั้นก็เกิดมาจากปรากฎการณ์ลอดอุโมงค์ของเอกภพสมมติอันใดอันหนึ่งนั่นเอง 

.

.

ข้อมูล โดย ซี

2007/Aug/15

ดาวแคระน้ำตาลก็มีลำสสารได้

.

.

ดาวแคระน้ำตาล เป็นวัตถุประเภทกึ่งดาวฤกษ์

นักดาราศาสตร์จัดว่าเป็นพวก "บุญไม่ถึง"

ที่จะเป็นดาวฤกษ์เนื่องจากมวลไม่มากพอ

แต่ยังมีกระบวนการภายในคล้ายดาวฤกษ์อายุน้อยอยู่

แต่ดาวแคระน้ำตาลชื่อ 2MASS1207-3932

ดูเหมือนจะมีบุญวาสนามากกว่าดวงอื่น

เพราะได้เป็นข่าวพาดหัวอยู่เป็นประจำ

ดาวแคระน้ำตาลดวงนี้มีดาวเคราะห์เป็นบริวารที่มีมวล 5 เท่า

ของดาวพฤหัสบดี บริวารดวงนี้เป็นดาวเคราะห์

ดวงแรกในระบบสุริยะอื่นที่นักดาราศาสตร์ถ่ายภาพได้โดยตรง

ต่อมาไม่นานก็พบว่าดาวแคระน้ำตาลดวงนี้มีจานล้อมรอบ

อีกไม่ต่างจากดาวฤกษ์อายุน้อยทั่วไป

ล่าสุด นักดาราศาสตร์ใช้กล้องวีแอลที

ของหอดูดาวอีเอสโอตรวจพบว่า

ดาวแคระน้ำตาลดวงนี้มีลำสสารพ่นออกมาจากดาวด้วย

สิ่งนี้ยิ่งทำให้ดูเหมือนดาวฤกษ์อายุน้อยยิ่งขึ้นไปอีก

ดาวแคระน้ำตาลดวงนี้มีมวลเพียง 24 เท่าของดาวพฤหัสบดี

นับเป็นวัตถุที่เล็กที่สุดที่พบว่ามีการพ่นลำสสารออกมา

"นี่ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า วัตถุที่เล็กระดับดาวเคราะห์ยักษ์

อายุน้อยก็อาจพ่นลำสสารออกมาได้บ้างเหมือนกัน"

เอมมา วีแลน หัวหน้าคณะสำรวจครั้งนี้กล่าว

ลำสสารนี้ค้นพบโดยเทคนิคพิสดารที่เรียกว่า

สเปกโทรแอสโทรเมตรี

ซึ่งใช้การวัดสเปกตรัมด้วยความละเอียดสูง

ด้วยยูวีอีเอสของกล้องวีแอลที เทคนิคนี้เป็นเรื่องจำเป็น

ในการสำรวจที่ยากลำบากอย่างการสำรวจดาวแคระน้ำตาลดวงนี้

หากเป็นกรณีของดาวฤกษ์อายุน้อยทั่วไป

อย่างเช่นดาวชนิดทีวัว (T-Tauri)

จะมีลำสสารสว่างและใหญ่จนมองเห็นได้โดยตรง

แต่กรณีดาวแคระน้ำตาลไม่เป็นเช่นนั้น

ลำสสารที่พ่นออกมาจากดาวแคระน้ำตาลมีขนาดเล็กมาก

การวัดทางสเปกโทรแอสโทรเมตรีพบว่า

มีความยาวประมาณ 0.1 พิลิปดาเท่านั้น

หรือความยาวจริงในอวกาศประมาณ 1 พันล้านกิโลเมตร

และสสารที่พ่นออกมาจากดาวแคระน้ำตาล

มีความเร็วเพียงไม่กี่กิโลเมตรต่อวินาที

ในการสำรวจวัตถุที่จางสุดขีดอย่างนี้

นักดาราศาสตร์จึงต้องพึ่งพากำลังของยูวีอีเอสของกล้องวีแอลที

ซึ่งเป็นกล้องเดียวในขณะนี้ที่มีความไวและความแม่นยำมากพอ

"การค้นพบประเภทนี้จำเป็นต้องพึ่งพากล้องที่สุดยอดอย่างวีแอลทีเท่านั้น"

วีแลนกล่าว

.

.

"ผลงานของวีแอลทียังแสดงให้เห็นว่านักดาราศาสตร์

ทุกวันนี้มีเครื่องมือคุณภาพสูงเหลือเชื่อเพียงใด

ลองคิดดูว่า กล้องโทรทรรศน์กล้องแรก

ที่กาลิเลโอสร้างขึ้นสามารถส่องเห็นดวงจันทร์

ของดาวพฤหัสบดีได้ แต่กล้องทุกวันนี้ส่องเห็นวัตถุขนาดดาวพฤหัสบดี

ที่อยู่ห่างออกไป 200 ปีแสงกำลังพ่นสสารออกมาเป็นลำได้!"

.

.

ข้อมูล โดย เจสสิก้า